จังหวะกระพริบของพลังภายในกับพลังแม่เหล็กรอบตัวหรือ Microcosmic

แนวคิดเกี่ยวกับพลังแม่เหล็กในกายมีการค้นคว้านานมาแล้ว แต่มีผลการทดลองอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
น้อยมาก ที่น้อยไม่ใช่เพราะคนศึกษากันน้อย แต่เป็นเพราะศึกษากันอย่างไม่เข้าใจจึงทำให้ได้ผลออก
มาไม่เป็นที่น่าพอใจ การอบรมเป็นนักสะกดจิตขั้นพื้นฐานที่ผมจัดอยู่ประจำพบว่าคนกลุ่มหนึ่งจะไม่ได้
ผลอะไร แล้วก็มักจะเป็นพวกเรียนสูงซะด้วย เช่นแพทย์บางกลุ่ม วิศวกร คนที่ทำงานแบบที่เขาเข้าใจว่า
ทำงานในเรื่องวิทยาศาสตร์ ทำงานแบบที่ต้องเอาเหตุเอาผลมาวิเคราะห์วิจารณ์ เคยมีคนระดับดอกเตอร์
มีตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมารับ การอบรม แล้วก็ไม่เข้าใจว่าคำว่าภวังค์
คืออะไร เข้าไม่ได้ไปไม่ถึง และถามผมว่าการที่จะอบรมเข้าใจไปถึงในสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาหรือ
เปล่า ไม่ใช่การศึกษาต่ำแล้วไม่เข้าใจนะ คือการศึกษาสูงแล้วไม่เข้าใจ ผมบอกว่าไม่ใช่ถ้าเป็นยังงั้นหมาย
ถึงว่าเรื่องที่ผมทำงมงายนะซี เฉพาะชาวบ้านชาวช่องชอบเรื่องดูหมอเข้าทรงละซีถึงได้เข้าใจ ตอบว่าไม่ใช่
เพราะเพื่อนที่มาด้วยกับท่านถึงไม่ใช่เป็นดอกเตอร์ก็เรียนจบปริญญาโทมีตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์
เหมือนกัน เข้าถึงภาวะภวังค์บ้าง และเข้าใจคำว่ารับรู้ด้วยจิตใต้สำนึก แต่เธอไม่เข้าใจและถามผมอีกว่า
แล้วทำไมเธอเข้าไม่ถึงสิ่งนี้ ผมบอกว่าเป็นความดื้อส่วนบุคคล คือไปยึดถือเอาความรู้ของตัวเองจนไม่ฟัง
คนอื่นหนึ่ง พยายามใช้จิตสำนึกคือประสาทสัมผัสทั้ง 5 มาทำความเข้าใจสิ่งที่ต้องเข้าใจด้วยจิตใต้สำนึก
เฝ้าสังเกตความรู้สึกที่เกิดกับตัวเองและเฝ้าสังเกตปฎิกริยาที่คนอื่นมี แล้วคนที่ใช้พฤติกรรมการเรียนรู้
แบบนี้มาอบรมแล้วจะได้อะไร นอกจากกลับออกไปมือเปล่า จะสรุปว่าโกหกหลอกลวงก็ไม่ได้เพราะเพื่อน
อาจารย์ที่มาด้วยกันเขาทำได้ จะบอกว่างมงายเหลวไหลก็ไม่ถูกเพราะเธอมาอบรมก็เพราะรู้เรื่องราวการ
สะกดจิตจากวารสารทางวิทยาศาสตร์จากเมืองนอก และคนรู้จักและใช้การสะกดจิตอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
ในต่างประเทศล้วนเป็นสาขาอาชีพทางวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะจิตแพทย์ ศัลยแพทย์ นักกายภาพบำบัด
พยาบาล ครูอาจารย์ ตำรวจคดีสืบสวนสอบสวน ก็มีแต่เมืองไทยที่ยังคงงมโข่งอยู่อย่างเป็นล่ำเป็นสัน และ
อาจารย์ท่านนั้นก็บอกผมเองว่ามีคนที่มหาวิทยาลัยกำลังทำวิจัยเรื่องการใช้เทคนิคการผ่อนคลายกับการ
นอนหลับ แล้วถามผมว่าการสะกดจิตเกี่ยวข้องยังไงกับขบวนการนี้ ผมบอกโธ่เอ๊ย ไอ้เทคนิคการผ่อนคลาย
นี่ถือว่าเป็นความรู้พื้นฐานระดับน้องคนสุดท้องของการสะกดจิตเท่านั้น

มีคนจำนวนหนึ่งที่เรียนรู้การออกกำลังกายที่ใช้พลังงานหยินหยาง หรือที่เรียนรู้เรื่องราวของพลังจักรวาลจะ
รู้ว่าเมื่อรวบรวมสมาธิให้ดี ทำใจให้สงบสร้างจินตนาการแล้วปั้นพลังงานกลุ่มหนึ่งไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง
ประมาณว่ามีลูกพลังงานขนาดเท่าลูกเทนนิสอยู่ในอุ้งมือทั้งสองข้าง ก็จะรู้สึกเหมือนมีพลังงานหยุ่นๆดูดเข้า
ดูดออกเหมือนเล่นแม่เหล็กสมัยเด็กๆ หรือที่ใช้อุ้งมือมาอังไว้เหนือลูกปิรามิดจำลองก็จะรู้สึกมีพลังงานหยุ่นๆ
ไปจนถึงรู้สึกชาหรือมีเข็มเล็กๆสะกิดแปล๊บๆอยู่ที่ปลายนิ้ว ลูกปิรามิดที่พูดถึงนี้ต้องจำลองอัตราส่วนและองศา
เหมือนปิรามิดจากอียิปต์ด้วยนะ สัดส่วนหรือองศาที่ผิดเพี้ยนก็จะไม่ได้ผลอะไร

การออกกำลังแบบโยคะ ไทเก๊ก กวงอิมจื้อไจ้กงหรือพลังลมปราณจากประเทศจีนมีลักษณะทางกายภาพ
เหมือนกันเป็นอย่างมาก ที่ผมสนใจศึกษาค้นคว้าคือความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวร่างกายกับพลังงาน
ที่หมุนเวียนในร่างกาย เรารู้อยู่แล้วว่าในร่างกายคนหรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีพลังงานไฟฟ้า เพียงแต่โดยทั่ว
ไปมันน้อยมากจนไม่มีประโยชน์อะไร และสังเกตไม่ได้ด้วยวิธีการปกติ แต่นักเรียนทางวิทยาศาสตร์บาง
ส่วนก็คงได้ทดลองตั้งแต่สมัยเด็กๆว่าเราใช้ตะกั่วแบบที่ไว้ทำแบตเตอรี่มาสร้างพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยสาร
เปรี้ยวในน้ำส้ม มะนาวหรือแม้สัปปะรดทดลองแล้วก็เห็นว่าการเทน้ำส้มซึ่งก็คือกรดลงไปในตะกั่วก็ทำให้
หลอดไฟทดลองสว่างขึ้นได้ กับคนก็หมือนกันพบว่าการเคลื่อนไหวร่างกายในอัตราความเร็วที่สัมพันธ์กับ
จังหวะการเคลื่อนที่เป็นวงจรของระบบไฟฟ้าในร่างกายทำให้เกิดพลังงานแม่เหล็กขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ใน
ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวร่างกายลักษณะหนึ่งก็มีผลในการเพิ่มพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า และการเคลื่อน
ไหวร่างกายบางลักษณะก็มีผลในการลดพลังงานแม่เหล็กในร่างกายลง เหมือนที่เราใช้ขดลวดพันรอบแม่
เหล็ก พันน้อยออกมากก็เป็นการเพิ่มปริมาณ พันมากออกน้อยก็เป็นการลดปริมาณ การเคลื่อนไหวร่างกาย
โดยเฉพาะมือและแขนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันกันซึ่งมีศัพท์อย่างเป็นทางการออกมาจากสำนักศึกษา
แห่งหนึ่งว่า Microcosmic orbit วงโคจรของไมโครคอสมิค หรือเสี่ยวเทียนโจว ที่แปลว่าวงจรสวรรค์น้อย
ซึ่งก็คือจังหวะกระพริบของพลังภายในร่างกายนั่นเอง

นอกจากนี้ได้มีการทดลองพลังในเชิงไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นกับปิรามิด ซึ่งชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศ
ไทยได้เริ่มศึกษาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อประมาณกลางเมษายน ปี 2544 นี้เอง ซึ่งอาศัยผลการทดลองที่
ได้รับการบันทึกจากสหรัฐอเมริกาเป็นบรรทัดฐานในการทดลอง เพื่อดูว่าผลที่ได้รับจะเหมือนกันหรือไม่ และ
เราจะนำผลที่ได้รับมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้บ้างหรือเปล่า

เราได้ทดลองวางดอกไม้เล็กๆดอกหนึ่งไว้ภายในพีระมิดจำลอง โดยวางดอกไม้ประเภทเดียวกันอีกดอก
หนึ่งไว้ในภาชนะอย่างอื่นที่ปิดมิดชิด โดยทั้งหมดนี้ถูกวางตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ทางภูมิศาสตร์โดยใช้
เข็มทิศ ภายในระยะเวลา 5 วันต่อเนื่องกันมาในแต่ละครั้ง ได้ชั่งน้ำหนักทั้งดอกที่อยู่ภายในและภายนอก
พีระมิด และจดบันทึกเกี่ยวกับน้ำหนักและสีของมันไว้ เพียงแค่วันที่ 4 ก็ปรากฎว่าดอกไม้ในพีระมิดได้
แห้งไปเฉยๆแต่ไม่เน่าเปื่อย สียังเข้มและยังมีกลิ่นหอมเช่นเดิม ส่วนดอกที่วางอยู่ในภาชนะอื่นกลิ่นหาย
ไป และสีของกลีบดอกจางลงดูซีดอย่างเห็นชัด มีลักษณะเหี่ยวแห้งและเปราะ เพียงแตะเบาๆใบของมัน
ก็ร่วงหล่นลงมาได้ แต่สำหรับดอกไม้ภายในพีระมิด ถึงแม้ว่าจะแห้ง แต่ใบของมันยังคงเกาะแน่นไม่ร่วง
ง่าย ส่วนกลิ่นก็ยังหอมชื่นใจอยู่เช่นเดิม

การทดลองวางพีระมิดไว้ใต้เตียง ปรากฎว่าคนที่รับการทดลองสามารถนอนหลับอย่างเป็นสุขมากในขณะที่วางพีระมิดจำลองไว้ใต้เตียง ทั้งนี้เพราะผู้ทำการทดลองนอนไปถึง 8 ชั่วโมงเต็มๆ ทั้งๆ ที่เคยนอนอย่างเต็มที่เพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น

สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ การใช้พลังพีระมิดบรรเทาความเจ็บปวดทางสะโพกด้านขวาของผู้ทำการ
ทดลองอีกคนหนึ่ง โดยได้วางไว้ใต้เก้าอี้นั่ง ให้ตรงกับสะโพกด้านขวา หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ความเจ็บปวดกลับทุเลาลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลายสัปดาห์ต่อมา จึงได้ทดลองกับเพื่อนกับคนที่คร่ำเคร่ง
กับการทำงานมากเกินไป โดยนำพีระมิดไปวางไว้ใต้เตียง บุคคลนั้นกล่าวว่าเขามีความรู้สึกกระปรี้กระ
เปร่าขึ้นมา และร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังงานประหลาด

นอกจากนี้คุณเอกปิยะ ฐิติภิญโญสมาชิกคนหนึ่งของชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า สมัยที่เขาเป็นนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้วได้ทำโครงงานร่วมกับเพื่อนโดยมี
อาจารย์ผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นที่ปรึกษา โดยทดลองนำเนื้อหมู 2 ชิ้นมาทดลอง โดยชิ้นหนึ่งใช้
กล่องขนมเค็กครอบไว้ อีกชิ้นใช้ปิรามิดจำลองครอบไว้ และทำการผนึกวัสดุทั้งสองด้วยเทปและเซ็น
ชื่อกำกับไว้เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครเปิดสิ่งครอบทั้งสองและจะไม่มีใครเอาเนื้อหมูมาสับเปลี่ยน
โดยกำหนดการทดลองเป็นเวลา 5วันเมื่อถึงวันครบกำหนดนักเรียนผู้ทำโครงงานและอาจารย์ที่ปรึกษา
ได้มาเป็นประจักษ์พยานพร้อมกันแล้วได้เปิดฝาครอบขนมเค็กและฝาทรงปิรามิดของเนื้อหมู ปรากฎ
ว่าเนื้อหมูที่ใช้ฝากล่องขนมเค็กครอบเน่าเป็นสีเขียวมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ในขณะที่ชิ้นเนื้อหมูที่ใช้
ภาชนะทรงปิรามิดครอบไว้กลับแห้งเหือดไปเหมือนเนื้อตากแห้งเพียงแต่ไม่มีรอยเกรียมไหม้เหมือน
เนื้อตากแดดเท่านั้น สามารถฉงนสงสัยแกประจักษ์พยานทั้งหมดเป็นอย่างมาก แต่ไม่มีใครรู้เหตุผล
และไม่มีใครศึกษาค้นคว้าต่อไป เรื่องทั้งหมดจึงสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้มีการลับใบมีด
โกนหนวดด้วยพลังลึกลับของพีระมิด โดยวางใบมีดโกนหนวดที่ใช้แล้วภายในพีระมิดจำลองที่ทำด้วย
กระดาษแข็งปรากฎว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เครื่องมืออันประหลาดนี้สามารถสร้างพลังงานลับใบมีด
โกนให้คมขึ้นมาใหม่ได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ

มันสร้างพลังงานได้อย่างไร? พีระมิดนี้จำลองแบบมาจากพีระมิดคีอ็อปส์ หรือพีระมิดองค์ใหญ่
แห่งเมืองกิซาในอียิปต์ โดยย่อส่วนให้มีความสูง 8 เซนติเมตร ฐานยาว 12.5 เซนติเมตร พลังของ
ปิรามิดอาจเป็นพลังงานสะสมที่แฝงอยู่ภายในพีระมิด ซึ่งเกิดจากการกระทำของกระแสไฟฟ้า ที่มา
จากสนามรังสีคอสมิกโดยรอบ สนามพลังจากพื้นโลก เช่น ไฟฟ้า แม่เหล็ก แม่เหล็กไฟฟ้า แรงดึง
ดูด อะตอมของวัตถุต่างๆ หรืออาจเป็นสนามจากพลังงานของสิ่งอื่นๆ พลังงานสะสมนี้อาจมีผลต่อ
พีระมิดด้านกระบวนการทางฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ด้านที่คมของใบมีดโกน จะมีโครงสร้างภาย
ในแบบผลึก ซึ่งแสดงปฎิกิริยาอยู่ หลังจากถูกนำไปใช้โกนหนวดแล้ว ความคมนี้ก็จะเปลี่ยนรูปไป
แบบถาวร วัตถุบางอย่างสามารถเปลี่ยนรูปแบบภายในโครงสร้างแบบผลึก กลับไปสู่รูปแบบเดิมได้
ในชั่วระยะหนึ่ง พลังงานภายในพีระมิดทำให้โครงสร้างโมเลกุลแบบผลึกภายในด้านที่คมของใบมีด
โกน แปรสภาพกลับไปสู่ รูปแบบเดิมได้เร็วขึ้นทำให้ใบมีดโกนกลับมีความคมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง อาจ
กล่าวได้ว่า โครงสร้างที่มีโมเลกุลเกาะกันเป็นรูปผลึก กับการแปรสภาพกลับคืน ถือว่าเป็นปฏิบัติการ
ซ่อมเสริมคุณสมบัติทางแมคคานิกส์ หรือทางฟิสิกส์ก็ได้ หรืออาจกล่าวได้อีกว่า พลังพีระมิดจำลอง
แบบคีอ็อปส์หรือแบบอื่นๆ นั้น เป็นเพียงช่วยให้เกิดการเร่งปฏิกิริยาในการแปรสภาพตามปกติ การ
เร่งปฏิกิริยาใช้เวลา 15-30 วัน แต่บางทีมันก็สามารถปรับปรุงให้เร็วขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงได้ นี่คือ
เคล็ดลับของปฎิกิริยาจากพีระมิดจำลองกับความคมของใบมีดโกน

จากคำถามที่ว่า ?ทำไมพีระมิดจึงมีปฎิกิริยาต่อการแห้งเหือดของอินทรีย์สารโดยไม่มีการ
เน่าเปื่อย เนื่องจากว่ามันมีความสัมพันธ์ระหว่างรูปร่างของเนื้อที่ภายในพีระมิด กับกระบวนการทาง
ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่ดำเนินไปภายในเนื้อที่ของมัน ในการใช้วัสดุที่มีรูปทรงหรือรูปร่างที่เหมาะสม เราก็
คงสามารถทำให้กระบวนการเกิดขึ้นได้เร็วกว่าหรือทำให้ช้ากว่าปกติได้

พลังงานอันเกิดจากพีระมิดจำลองเป็นเรื่องจริง การเหือดแห้งอย่างรวดเร็ว(Fast Dehydration) คือ
ปฏิกิริยาซึ่งแยกไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลหนึ่ง และไฮดรอซิลออกจากโมเลกุลอีกโมเลกุลหนึ่ง หรืออาจกล่าว
ได้ว่า เป็นการขับน้ำหรือความชื้นออกจากสารประกอบ ปฏิกิริยาเกี่ยวกับโครงสร้างแบบผลึกของอินทรีย์สาร หรือปฏิกิริยาเกี่ยวกับโครงสร้างของอินทรีย์สารที่มีชีวิตหรือตายแล้ว เป็นการฆ่าเชื้อ ซึ่งหมายถึงการฆ่าเชื้อ
จุลินทรีย์โดยกระบวนการดีไฮดราชั่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเรียกกระบวนการนี้ว่า Devitalization

นอกจากนี้ในร่างกายคนของเราก็ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มพลังไฟฟ้าสถิตย์ในร่างกาย เชื่อว่าท่าทาง
ของการออกกำลังกายบางอย่างมีส่วนในการเพิ่มพลังไฟฟ้าสถิตย์ในร่างกาย ตามตัวอย่างของการออกกำลัง
กายแบบของพลังลมปราณจากประเทศจีนในหนังสือนี้ หรือพลังกวงอิมจื้อไจ้กงที่ได้เคยเขียนก่อนหน้านี้ใน
หนังสือ ?เจตคติเชิงรุก? ปรากฎว่าเมื่อผู้ออกกำลังกายเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความเร็วระดับหนึ่ง เช่น หมุน
ข้อมือของตัวเองเคลื่อนเป็นวงกลม 1 รอบด้วยความเร็วเท่ากับ 8 วินาทีโดยประมาณ เมื่อหมุนข้อมือประมาณ
3-5 รอบ หลังจากนั้นให้หมุนข้อมือตัวเองไปในทิศทางตรงกันข้ามประมาณ 3-5 รอบ จะพบว่าที่ฝ่ามือและ
ปลายนิ้วทั้ง 5 จะมีความรู้สึกเหมือนเคลื่อนที่ผ่านพลังงานบางอย่างไปจนถึงมีอาการชาแปล๊บที่ปลายนิ้วทั้ง
ห้า ความรู้สึกจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพลังงานแม่เหล็กที่ถูกปล่อยออกมาทั้งในการหมุนข้อมือไปในทิศทาง
เดียวกันครั้งแรก และเมื่อหมุนข้อมือไปอีกทิศทางหนึ่ง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นเพราะพลังงานไฟฟ้าที่ถูก
ปล่อยออกมาในทิศทางหนึ่งเมื่อถูกตัดด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ถูกปล่อยในทิศทางตรงกันข้ามก็เหมือนการใช้
ปลายแม่เหล็กคนละขั้วเคลื่อนเข้าใกล้กัน ทดลองดูซิครับ ทำตอนจิตใจและสภาพแวดล้อมที่สงบ และด้วย
จิตใจที่เป็นกลาง ถ้าเชื่อมากว่าจริงหรือไม่เชื่อแล้วไปทำก็จะไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า
ที่สะสมอยู่จะถูกเร่งและลดได้ด้วยจิตใจที่สงบและนิ่งมากพอ เพราะอะไรนะเหรอ อย่าเพิ่งถามมากเลย ลองดู
ก่อนได้ผลยังไงแล้วค่อยคุยกันต่อ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: