ข้อมูลแอตแลนติส มหาปิรมิด จากโหรเทวดา “เอ็ดการ์ เคซี”

……..นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดีเชื่อว่า มหาปิระมิดแห่งกีซากับสฟริงส์ ในประเทศอียิปต์ ถูกสร้างเมื่อ ประมาณ 2,900 ปี ก่อนคริสต์กาล

……..แต่ สิ่งที่จะนำมาพูดถึงต่อไปนี้ เป็นความจริงที่ โหรเทวดา “เอ็ดการ์ เคซี” ได้เปิดเผย (ใช้หลักของการรับรู้ ทางจิต)

……..ซึ่งข้อมูลที่จะนำเสนอ เอ็ดการ์ เคซี มิได้พึ่งพาเอกสาร หรือการค้นคว้าใดๆทั้งสิ้น เช่นเดียวกับการทำนายอื่นๆ

……..มหาปิรามิดแห่งกีซา ถูกสร้างขึ้นราวๆ หนึ่งหมื่นปีก่อนคริสต์กาล ใช้เวลาก่อสร้าง 100 ปีเต็ม โดย “พลังจักรวาล”

……..ที่มา…ตลอดช่วงเวลาสองแสนห้าหมื่นปี อียิปต์ยังเป็นดินแดนอยู่ใต้ทะเล อยู่เหนือพ้นน้ำก็มีทะเลทรายซาฮาร่า กับดินแดนตอนบนของลุ่มแม่น้ำไนล์

……..เมื่อดินแดนอื่นๆเริ่มผุดขึ้นมาเป็นแผ่นดิน ก็ยังเวลาอีกนาน ที่อียิปต์จะกลายเป็นพื้นที่ที่คนอยู่อาศัย

……..คนเผ่าแรกที่มาอาศัย เป็นคนผิวดำ อาศัยอยู่นะบริเวณตอนบนของลุ่มแม่น้ำไนล์ หลังจากนั้น ก็มาถึงยุคของพระเจ้าไร ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองอียิปต์ พระองค์มีพระปรีชาสามารถมาก เกี่ยวกับเรื่องทางจิตวิญญาณ เข้าใจเกี่ยวกับกฎของจักรวาล และพระองค์ได้ทรงพยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้ประชาชน เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ด้วย เพื่อให้มนุษย์เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง

……..พระองค์ทรงทราบเรื่องนี้จากการศึกษาธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับจักรวาล วิวัฒนาการของมนุษย์เป็นวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณขั้นตอนต่างๆ

……..คำสอนต่างๆของพระองค์ ได้ถูกบันทึกไว้ในแผ่นหินและแผ่นไม้ กลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เล่มแรกๆ ที่มีผู้รู้จักในชื่อ “คัมภีร์มรณะอียิปต์” พระเจ้าไรปกครองอียิปต์เป็นเวลา 199 ปี จนคนรุ่นหลังๆบูชาพระองค์เป็น “เทพเจ้า” องค์หนึ่ง แต่การปกครองของพระองค์มิได้ต่อเนื่อง เพราะถูกรุกราน จนพระองค์ต้องเสียราชบัลลังก์

……..การถูกรุกรานเกิดขึ้นเมื่อ 11,016 ปี ก่อนคริสต์กาล หรือราวๆ 300 ปี ก่อนที่จะเกิดการระเบิดครั้งสุดท้ายในทวีปแอตแลนติส (ซึ่งเป็นผลให้แอตแลนตีสจม)

……..มีชนผิวขาวกลุ่มใหญ่ โดยการปกครองของพระเจ้าอารีท บุคคลผู้นี้มีความเลื่อมใสในพระหนุ่มรูปหนึ่ง ที่มีความสามารถดุจผู้วิเศษ ชื่อราตะ พระราตะได้ทำนายไว้ว่า ชาวเผ่าซูที่อพยพมาจาก อารเบีย จะรุกร้ำเข้ามาในอียิปต์ และต่อไปรัฐอียิปต์จะเป็นรัฐชั้นนำแห่งยุค เมื่อได้ฟังคำทำนายนั้น พระเจ้าไรก็เอาแต่หมกมุ่นค้นคว้าในเรื่องอภิปรัชญา ไม่ใส่ใจกับการปกครองบ้านเมือง จึงทำให้พระเจ้าอารีท ยึดอียิปต์ได้โดยง่าย อย่างแทบจะไม่มีการต่อต้าน ส่งผลให้ ทั้งสองประนีประนอมกัน พระเจ้าไรก็ยอมสละราชบัลลังก์ให้พระเจ้าอารีท โดยยกธิดาโฉมงามของพระองค์ ให้เป็นพระชายา และสละราชสมบัติให้แก่ราชบุตรของพระองค์ชื่ออารารัท โดยพระองค์หันมาเป็น ที่ปรึกษาคอยค้ำบัลลังก์ ให้แก่ราชบุตรของตนแทน

……..ต่อมา ก็มาถึงยุคการปกครองของอารารัท ได้มีชาวแอตแลนติสอพยพมาอยู่อียิปต์เป็นจำนวนไม่น้อย คนเหล่านี้มีความสามารถสูง ทะเยอะทะยาน จนพระองค์ต้องยกตำแหน่งสำคัญๆทางการเมืองให้แก่ชาวแอตแลนติส เพื่อมิให้คนเหล่านี้คิดการกบฏ

……..ฝ่ายพระราตะ(โหร) ได้รับความไว้วางใจให้เป็นสังฆราชแห่งอียิปต์ มีหน้าที่ในการค้นคว้าเรื่องของจิตวิญญาณ และอภิปรัชญาต่างๆ เพื่อนำมาเผยแพร่แก่ประชาชน

คำสอนของพระราตะมีดังนี้

……..สอนให้รู้ถึงกฎแห่งกรรม กฎของเหตุและผลตามระดับจิตวิญญาณ พร้อมบอกถึงการเวียนว่ายตายเกิดไปสู่ภพภูมิอื่นของจิตวิญญาณมีจริง และที่สำคัญ สอนว่า พระเจ้ามีจริง และพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นคำสอนที่ขัดแย้งความเชื่อของชาวอียิปต์ในยุคนั้น ชาวอียิปต์ส่วนมากจึงมิได้ ใส่ใจเท่าไหร่ พระราตะชี้แนะว่า มนุษย์สามารถเร่งความเร็วให้กับวิวัฒนาการทางกายภาพ และจิตวิญญาณได้ เพื่อเป็นการฝึกฝนตนได้

……..พระราตะได้สร้างวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งบำบัดสุขภาพของประชาชน โดยเรียนรู้มาจากชาวแอตแลนติส ชื่อเฮปซาฟ ที่เป็นผู้นำทางจิตฝ่ายธรรมะของแอตแลนติสส่วนข้างน้อย วิหารที่สร้างขึ้น มีการรักษาผู้ป่วย นันทนาการต่างๆ แต่สิ่งที่พระราตะเน้นก็คือ “การทำสมาธิ” เพื่อสัมผัสโดยตรงกับพลังของพระเจ้า ที่ประทับอยู่ในร่างกายคน จุดประสงค์ของการตั้งสถานบำบัดสุขภาพ ของพระราตะก็เพื่อ ขจัดกิเลสทางร่างกายและวัตถุที่มีมากเกินไป ให้หมดไปจากใจ เพราะสิ่งนี้คือข้อบกพร่องทางกายภาพของมนุษย์ ในทัศนะของ “ราตะ”

……..ดนตรีก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่สามารถช่วยปรับเปลี่ยนคลื่นความคิดของใจผู้ฝึก ให้สอดคล้องกับพลังจักรวาลที่ไหลผ่านกระดูกสันหลังได้ ครั้นพระราตะแก่ตัวลง ก็เริ่มมอบอำนาจของตัวเองให้แก่ศิษย์ที่ไว้ใจได้ และหาเวลาในการท่องไปในการแสวงหาความรู้ในอภิปรัชญาต่างๆ โดยในช่วงที่พระราตะไม่อยู่ ได้มีกลุ่มการเมืองซึ่งเป็นชาวแอตแลนตีส ที่กระหายในอำนาจ ได้วางแผนกำจัดพระราตะ โดยใส่ร้ายว่า พระราตะทำผู้หญิงท้อง พระเจ้าอารารัท หลงเชื่อในคำยุยง ได้เนรเทศพระราตะไปอยู่เมืองชายแดน แต่เมื่อความจริงกระจ่าง ชาวเมืองอียิปต์จึงเชิญพระราตะ กลับมาดังเดิม

……..ช่วงนี้เอง ที่พวกผู้นำของอียิปต์ ตัดสินใจที่จะสร้างปิระมิด กับสฟริงส์ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บความรู้ บันทึก และหลักวิชาศาสตร์ต่างๆที่เร้นลับของแอตแลนติส กับพระเจ้าไรและพระราตะ ให้ปลอดภัย และอยู่นานเท่านาน

……..เพราะเขารู้ว่า โลกใบนี้จะต้องเผชิญกับการ “เคลื่อนย้ายของแกนโลก” เหมือนอย่างในยุคของแอตแลนติส จึงตัดสินใจสร้างและเลือกที่ราบกีเซนี้ เป็นที่ตั้ง เพราะอยู่สูงปลอดภัยจากน้ำท่วม (ในทางตัวเลข ยังอยู่ใกล้ศูนย์กลางของโลก ทำให้ได้รับภัยแผ่นดินไหวได้ยาก)

……..สถานที่เก็บความรู้เร้นลับของชาวแอตแลนติสนี้ อยู่ในห้องลับ ที่เชื่อมระหว่างมหาปิระมิดกับสฟริงส์ โดยมีทางเข้าใต้ดินอยู่ที่ด้านขาหน้าข้างขวาของสฟริงส์ มหาปิรามิดถูกสร้างขึ้นในปี 10,490 ก่อนคริสต์กาล ใช้เวลาก่อสร้าง 100 ปีเต็ม โดยผู้รับผิดชอบเรื่องนี้คือ เฮลเมส ที่เป็นชาวแอตแลนติส
วิธีการสร้าง

…….ในการสร้างมหาปิรามิดนั้น ได้มีการประยุกต์กฎของธรรมชาติและจักรวาลมาใช้ ทำให้สามารถต้านแรงดึงดูด ยกหินก้อนโตให้ลอยขึ้นในอากาศได้ โดยการส่งเสียงมนตร์บางประโยค แล้วทำให้ก้อนหินลอยขึ้นมาจากพื้นได้ ก้อนหินที่นำมาสร้างปิรามิด ขนมาจากแดนไกล ที่ชื่อนูเบีย ยอดปิระมิดทำจากโลหะผสมระหว่างทองแดงกับทองคำ (แต่ต่อมาได้ถูกขโมยไป)

…….ที่สำคัญ มหาปิรมิดถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ บันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ที่เป็นวัฏจักร ตั้งแต่จากยุคของราตะจนถึงปี ค.ศ. 1998 เพราะวัฏจักรของโลกในรอบนี้จะมาสั้นสุดที่ปี ค.ศ.1998 ตาม “การอ่าน” ของเอ็ดการ์ เคซี่ ซึ่งเขายังได้กล่าวต่อไปจากสิ่งที่เขาอ่านจาก “บันทึกจักรวาล”(เส้นแสงจักรวาล) ว่าประวัติศาสตร์แห่งอนาคต ที่ถูกบันทึกไว้ในปิรามิด ในรูปสัญญลักษณ์ตัวเลข วิชาดาราศาสตร์และวิชาภูมิศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อวัฏจักรของโลกในรอบนี้สิ้นสุดลง พร้อมกันนั้น วิชาเร้นลับที่กล่าวไว้ในคำทำนายทั้งหลาย ก็จะเผยโฉมออกมา ห้องต่างๆที่อยู่ในปิรามิดขุดพบหมดแล้ว เว้นเสียแต่ ห้องที่เป็นสถานที่เก็บความรู้ศาสตร์ต่างๆของแอตแลนติส

…….เอ็ดการ์ เคซี่ เริ่ม “อ่าน” เรื่องราวเกี่ยวกับแอตแลนติสจาก “บันทึกจักรวาล” ในขณะที่เขาเข้าสู่ภวังค์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1923 และก็อ่านเรื่อยมา เป็นเวลา 23 ปีเต็ม

…….อิทธิพลของชาวแอตแลนติส ที่กลับมาเกิดในยุคนี้ ส่งผลใหญ่หลวงต่ออารยธรรม ในยุคต้นๆของชาวแอตแลนติส “มนุษย์”กับ “เทพ” มีความแตกต่างกันไม่มาก เพราะมนุษย์ สมัยนั้น มีตาที่สาม สามารถพัฒนาต่อมไพนิลในสมองจนมีพลังจิตมีฤทธิ์เดชต่างๆ แต่เมื่อมนุษย์ยอมแพ้ต่อกิเลส ศีลธรรมเสื่อม โศกนาฏกรรมจึงเกิดขึ้นกับชาวแอตแลนติส 3 ครั้ง

…….ครั้งแรก ราวๆ 50,700 ปีก่อนคริสต์กาล เพราะมนุษย์นำสารเคมีมาทำเป็นระเบิด ขับไล่สัตว์ร้ายจนก่อให้เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไประเบิด ทำให้แกนโลกเอียง เข้าสู่ยุคน้ำแข็ง

…….ครั้งที่สอง ราวๆ 28,000 ปีก่อนคริสต์กาล เกิดน้ำท่วมใหญ่ ที่คำภีร์ไบเบิลบอกว่า เป็นยุคของโนอาห์ โดยมีสาเหตุมาจาก การใช้พลังคริสตัล เป็นพลังค้ำจุนอารยธรรมมากเกินไป จนเกิดภูเขาไประเบิดและแผ่นดินไหว

…….ครั้งสุดท้าย ราวๆ 10,700 ปีก่อนคริสต์กาล แต่คราวนี้พวกผู้นำทางจิต ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในหมู่ชาวแอตแลนติส ได้มองเห็นเหตุกาล จึงได้อพยพ และนำความรู้และศาสตร์ต่างๆ มาเก็บไว้เพื่อมิให้สูญหาย วิชาเหล่านั้นในยุคของเรา รู้จักกันในชื่อของ “โยคะ” “ตันตระ” “เต๋า” และ “พราหมณ์” นั่นเอง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: