Archive for the ‘มิติลี้ลับ’ Category

การทดลองพลังลึกลับในปิรามิด ด้วยการใช้ซีกแอ็ปเปิ้ล

พฤศจิกายน 6, 2008

การทดลองพลังลึกลับในปิรามิด ด้วยการใช้ซีกแอ็ปเปิ้ล

. . . . ปิรามิดที่อียิปอาจจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตและมหัศจรรย์อย่างหนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับใครบางคนกลับเอามามองว่ามันอาจจะมีความลับอะไรแฝงอยู่ ในครั้งแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากกับรูปทรงนี้ ต่อมาได้อ่านหนังสือที่เขารวบรวมคำถามวิทยาศาสตร์ ถาม ด.ร.ชัยวัฒน์ คุประตะกุล มีคำถามหนึ่งจากผู้หญิงถามว่า พลังปิรามิดมีจริงหรือไม่ สามารถทำให้ของไม่เน่าได้หรือไม่ ซึ่งอาจารย์ตอบว่าพลังปิรามิดคงไม่มี แต่คงเพราะแบตทีเรียเข้าไปทำลายได้ยากมากกว่า
. . . . ซึ่งผมก็เห็นด้วยตามนั้น ลำพังรูปทรงปิรามิดก็เพียงรูปเรขาคณิตชนิดหนึ่ง จะมีพิษสงอะไรแอบแฝง แต่ต่อมาก็ได้ยินเรื่องราวทำนองนี้อีก ว่าการทำปิรามิดจำรองก็สามารถมีพลังได้เหมือนกัน เท่าที่เคยได้ยินมาก็เช่น ทำให้ใบมีดโกนคมยิ่งขึ้น ทำให้ของเน่าช้าลง ทำให้เมื่อนำอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่ต้องหมักมาหมักในรูปปิรามิดจะทำให้ได้รสชาติที่ดียิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยในการรักษาโรคได้ด้วยการนำปิรามิดจำลองมาวางไว้ใต้เตียงให้ตรงอวัยวะส่วนที่มีปัญหานั้น แต่อย่างไรของที่วางอยู่ภายในปิรามิดต้องมีสูตรเล็กน้อย เช่น วางสิ่งนั้นที่ความสูง 1 ใน 4 ของความสูงปิรามิด และวางให้ตรงกับทิศทั้ง 4 เป็นต้น
. . . . เฮ้อ ว่ากันมาถึงขั้นนี้ยังกะว่าพลังปิรามิดเป็นพลังงานไสยศาสตร์เลย อานุภาพมันเหมือนจะเกินเลยไปจริงๆ แต่ก็เห็นว่า มันเป็นสิ่งที่สามารถทดลองได้ในครัวเรือน ด้วยการทำปิรามิดจำลองขึ้นมาซักอัน แต่คงจะไม่ทดลองเรื่องใบมีดโกน และอาหารหมักทั้งหลาย เพราะมันเป็นสิ่งที่ใช้ปราสาทสัมผัสของมนุษย์ในการตัดสิน ซึ้งอาจจะมีอุปาทานแฝงอยู่ เพราะเชื่อว่าพลังลึกลับทำให้มีดโกนคมขึ้น มันก็ต้องรู้สึกว่าคมขึ้นสิ ตราบใดที่ยังไม่มีเครื่องมือวัดหาความคมของมีดโกนได้ ก็ขอพักไว้ก่อนครับ เว้นแต่จะให้เอามีดโกนทื่อๆสองอัน อันหนึ่งใส่ในปิรามิด อีกอันไว้ข้างนอก แล้วให้เพื่อนเอามีดโกนมาให้เราใช้ และให้ทายว่า อันไหนคมกว่ากันโดยเพื่อนไม่บอกว่าอันไหนเอามาจากในปิรามิด และถ้าทายถูก จึงจะน่าเชื่อถือว่าครับ

. . . . ก็เข้าเรื่องครับ สมัยก่อนผมเคยทำปิรามิดจากแผ่นไม้อัดมาก่อน และเพื่อความยุติธรรม ผมได้ทำทรงลูกบาศก์ขึ้นมาด้วย โดยทรงลูกบาศก์นี้ต้องมีปริมาตรเท่ากับปิรามิดครับ เพื่อให้แบตทีเรียและก๊าซทั้งหลายตามอัตราส่วนเท่ากัน แล้วเด็ดมะกรูดลูกเท่าๆกันสองลูกมาใส่ ผลปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไป เหี่ยวทั้งคู่ แต่ในปิรามิดมะกรูดดูมีขนาดใหญ่กว่า แปลกมักๆ สมัยนั้นยังไม่มีกล้องถ่ายรูปครับ

. . . . เข้าสู่ยุคนี้เห็นว่าผมมีกล้องดิจิต้อลแล้ว ผมได้ทำการทดลองอีกครั้ง โดยทำปิรามิดและลูกบาศก็จากแผ่นอะคิวหลิค ที่สำคัญต้องทำให้มีปริมาตรของลูกบาศก์เท่ากับปิรามิด ผมได้ทำการทดลองกับลูกแอ็ปเปิ้ล และเพื่อความยุติธรรมที่สุด ผมได้ใช้ลูกแอ็ปเปิ้ลลูกเดียวกัน แต่มาผ่าซีกเป็นสี่ซีกเท่าๆกัน ซีกแรกใส่ปิรามิด ซีกที่สองใส่ในลูกบาศก์ ซีกที่สามวางไว้ข้างนอกเฉยๆ ซีกที่สี่นำใส่ปากรับประทาน
ทดลอง ณ คืนวันที่ 6 ธันวาคม 2550

. . . . จัดการครอบรูปทรงปิดทั้งสอง แล้วติดเทปตามขอบเพื่อไม่ให้อากาศถ่ายเทเข้า-ออกได้เลย

—–รอเวลา—–

******************************

เข้าสู่คืนวันที่ 12 ธันวาคม 2550

. . . . ผ่านไป 6 วัน 6 คืน กับการนำแอ็ปเปิ้ลผ่าซีกใส่ไว้ในปิรามิด และทรงลูกบาศก์ และการวางไว้ข้างนอกเฉยๆ

ยังไงต้องไม่ลืมน่ะครับว่า ผมได้ทำปิรามิดและทรงลูกบาศก์ให้มีปริมาตรเท่ากัน ดังนั้นแบตทีเรียในอากาศที่มองไม่เห็นก็น่าจะเท่ากัน อัตราส่วนก๊าซต่างๆที่อาจจะส่งผลก็น่าจะเท่ากัน และเมื่อมันถูกครอบลงเวลาไล่เลี่ยกัน มันย่อมผ่านการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่างมาเหมือนๆกัน เพราะมันวางอยู่ใกล้กันครับ ใช่ว่าจะอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง ดังนั้น เมื่อทุกอย่างเหมือนกัน ก็น่าจะได้ผลการทดลองออกมาเหมือนๆกัน ต่างกันเพียงรูปทรงปิรามิดจะมีอะไรดีแฝงอยู่มากกว่านั้นหรือไม่ เราก็มาค่อยๆดูไปทีละซีกกัน

โดยสิ่งแรกที่เห็นก็คือซีกที่วางไว้ข้างนอกเฉยๆ มีสภาพห่อเหี่ยวดังที่เห็น

. . . . ใจหายใจคว่ำกับการเปิดรูปทรงลูกบาศก์ ผลออกมา………
ไม่เป็นอย่างที่คาดไว้เลย คิดว่ามันจะเหี่ยวไม่ต่างจากลูกที่วางไว้ข้างนอก แต่กลับเกิดปรากฏการณ์ประหลาดบางอย่าง แต่ก็เชื่อว่าปรากฏการณ์นี้คงไม่เกินความสามารถนักวิทเฉพาะด้านจะอธิบายได้ นั่นคือการมีเส้นใยสีขาวปรากฏอยู่ ยังกับราเลย ใจก็ฝ่อลงไปแล้ว คิดว่าสภาพซีกแอ็ปเปิ้ลในปิรามิดคงไม่ต่างจากในลูกบาศก์นี้

. . . . ก็ใจตุ้มๆต่อมๆ คิดว่าคงได้ผลการทดลองที่น่าผิดหวัง แต่ยังไงก็ต้องเปิดปิรามิดดูแล้ว
. . . . ผลปรากฏออกมา มีสภาพไม่เหมือนกับสองซีกที่ผ่านมาเลย โอ้วววววว ไม่มีราเป็นเส้นขาวๆอย่างงั้น ส่วนนิยามคำว่า “เหี่ยว” จะใช้ได้กับซีกนี้หรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะมันไม่เหี่ยว แต่มันก็มีสีกระดำกระด่างเกิดขึ้น

ลองจับให้ด้านเปลือกหงายขึ้นดีกว่า จะเห็นอะไรบ้าง
ลูกที่วางไว้ข้างนอกเฉยๆ ยังกะสตอบอรี่เลยแฮะ

. . . . ซีกที่อยู่ในทรงลูกบาศก์ ยังกะช้ำในเลย เพราะอะไร มีกระบวนการใดที่ผมทำไม่ยุติธรรมต่อซีกแอ็ปเปิ้ลให้ได้รับอะไรไม่เท่ากัน

ซีกที่อยู่ในปิรามิด
ขอโทษเพื่อนๆอย่างที่ซูดดดดดดดดดดด ลืมแกะตราออก เป็นเหตุแห่งความไม่ยุติธรรมเล็กน้อย แต่คุณคิดว่า ตราอันนี้ส่งผลต่อความแตกต่างทั้งหลายได้หรือไม่
เพราะมันยังกะเล่นตลก ยังกะว่าเป็นซีกที่ผ่าเมื่อวานนี้เลย ดูสีเปลือกยังสดอยู่มาก(น่ากิน) แม้จะมีรอยดำอยู่บ้าง

Before and After

สรุปผลการทดลองน่ะครับ

. . . . เชื่อว่าทรงปิดมีอิทธิพลต่อสิ่งที่อยู่ข้างในพอสมควร คุณคิดว่าถ้าผมไม่ทำทรงลูกบาศก์ขึ้นมาด้วย ผลจะเป็นอย่างไร นอกจากการเห็นว่าของในปิรามิดเน่าช้ากว่าหรือเหี่ยวช้ากว่าของที่อยู่ข้างนอกใช่ไหมครับ ได้ผลการทดลองที่ตื่นตาออกมา
. . . . ดังนั้นผมจึงทำทรงลูกบาศก์ขึ้นมาด้วยเพื่อคานอำนาจปิรามิด จะได้ดูว่าเพราะไม่มีการถ่ายเทอากาศส่งผลด้วยหรือไม่ ซึ่งสำหรับความเหี่ยวแล้ว ผมให้คะแนนซีกที่อยู่ในปิรามิดกับซีกที่อยู่ในลูกบาศก์มีคะแนนเท่ากันครับ

. . . . ซีกที่อยู่ในปิรามิด เหมือนเป็นการรวมเอาข้อดีของอีกสองซีกมาใส่ไว้ในตัวเอง
คือเอาความไม่เหี่ยวเหมือนในลูกบาศก์ และเอาความไม่มีใยขาวๆและไม่มีการช้ำน้ำอย่างซีกข้างนอก มาเป็นต้วเอง

. . . . อ่อ ทั้งหมดถ้าบีบดู มีความยืดหยุ่นพอๆกันด้วยครับ ให้ความรู้สึกว่าไม่สดไม่แข็งเหมือนของใหม่ ซีกในปิรามิดก็ยืดหยุ่นเหมือนกันครับ

วิธีการสร้าง ปิรามิด

พฤศจิกายน 6, 2008

ใช้องศา 60 องศาครับ
ผมเคยทำครับใช้เขียนบนกระดาษก่อนครับ
เริ่มจากวาดสามเหลี่ยมมุมภายในแต่ละมุม 60 องศา
โดยใช้จุดร่วมกันหนึ่งจุดครับ
จะได้ภาพ3เหลี่ยม 4 อันนำไปวางทาบวัสดุที่เราต้องการทำ
จากนั้นก็ตัดแล้วนำมาต่อกันครับ
สูตรคำนวนก็ไม่จำเป็นครับเพราะว่า
ในปิรามิดนั้นถ้าใช้มุม 60 ด้านทุกด้านของสามเหลี่ยมจะเท่ากัน
ถ้าคุณต้องการ 24 นิ้วก็จะได้ 24 นิ้วเท่ากันทุกด้านครับเพียงแต่เราต้องวัดขนาดด้านแรกให้ได้ 24 นิ้วก่อนครับ แล้วก็ลาเส้นออกจากมุม 60 นั้น
จากนั้นก็ใช้เชือกหรือวงเวียนวัดให้ได้ 24 นิ้ว ขีดตัวออกไป

ปฎิกริยาของมนุษย์ในสภาพแวดล้อมของปิรามิด
-หลับได้สนิทภายใต้โครงสร้างรูปปิรามิด
-ให้ความรู้สึกทั่วไปเป็นบวก
-เมื่อหันถูกทิศทาง ระบบเลือดจะไหลเวียนได้ดี ไม่อุดตัน (วางตามแนวแกนแม่เหล็กโลก)
-ถ้ามีอาการคลื่นไส้ วิงเวียน แสดงว่าร่างการจะขับสารพิษออกมาจากร่างกาย (ไม่ต้องกลัวครับ..)

การสร้างปิรามิดด้วยตัวเอง (ลองทำกันดูครับ..แล้วมาเล่าผลหรือประสบการณ์ให้ฟังกันบ้างนะครับ..)

ที่ผ่านมาได้มีการสร้างปิรามิดจำลองหลายแบบ หลายขนาด โดยหลักๆก็คือต้องมีโครงสร้างที่ถูกต้อง (สัดส่วนและมุมที่ถูกต้องก็คือ 52.606 องศา) จะมีผนังหรือไม่มีผน้งก็ได้ บางคนสร้างครอบเตียงนอน หรือ ทำปิรามิดเล็กๆด้วยกระดาษสีส้มหรือแดง วางเรียงใว้ใต้เตียงเป็นแถวๆแบบอนุกรม ก็ได้ ถ้ามีงบมากหน่อยก็สร้างเป็นบ้านเลยครับ..
ลืมบอกไปครับ..ถ้าวัดมุมไม่ถูก ก็ใช้สัดส่วนสามเหลี่ยมนี้ครับ
สมมุตว่าฐาน 12 นิ้ว ส่วนมุมลาดเอียงทั้งสองด้าน= 11.5 นิ้ว
ถ้าต้องการฐาน 24 นิ้ว เส้นลาดเอียงสองด้าน=23 นิ้ว
วาดบนวัสดุที่ต้องการแล้วตัดมาประกอบกัน จะใกล้เคียงที่สุดครับ

การจัดแนวปิรามิด
ตามความเชื่อของคนในยุคโบราณ ที่ว่าสวรรค์และความอมตะ จะอยู่ทางทิศเหนือ จึงใช้ดาวทิศเหนือ (Polaris) เป็นตำแหน่งที่ด้านหนึ่งของปิรามิดจะต้องหันไปทางด้านนี้ ชึ่งกลายเป็นว่าพลังอำนาจแม่เหล็กโลกก็มีส่วนสำคัญไปด้วยในแนวเหนือ-ใต้นี้ จากการทดลองที่ผ่านมา วัสดุที่ทำจากทองแดงจะดีที่สุด และและจุดที่อยู่ในตำแหน่งความสูง 1ใน3 จากพื้นจะให้พลังงานที่เข้มข้นที่สุด

ข้อมูลแอตแลนติส มหาปิรมิด จากโหรเทวดา “เอ็ดการ์ เคซี”

พฤศจิกายน 6, 2008

……..นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดีเชื่อว่า มหาปิระมิดแห่งกีซากับสฟริงส์ ในประเทศอียิปต์ ถูกสร้างเมื่อ ประมาณ 2,900 ปี ก่อนคริสต์กาล

……..แต่ สิ่งที่จะนำมาพูดถึงต่อไปนี้ เป็นความจริงที่ โหรเทวดา “เอ็ดการ์ เคซี” ได้เปิดเผย (ใช้หลักของการรับรู้ ทางจิต)

……..ซึ่งข้อมูลที่จะนำเสนอ เอ็ดการ์ เคซี มิได้พึ่งพาเอกสาร หรือการค้นคว้าใดๆทั้งสิ้น เช่นเดียวกับการทำนายอื่นๆ

……..มหาปิรามิดแห่งกีซา ถูกสร้างขึ้นราวๆ หนึ่งหมื่นปีก่อนคริสต์กาล ใช้เวลาก่อสร้าง 100 ปีเต็ม โดย “พลังจักรวาล”

……..ที่มา…ตลอดช่วงเวลาสองแสนห้าหมื่นปี อียิปต์ยังเป็นดินแดนอยู่ใต้ทะเล อยู่เหนือพ้นน้ำก็มีทะเลทรายซาฮาร่า กับดินแดนตอนบนของลุ่มแม่น้ำไนล์

……..เมื่อดินแดนอื่นๆเริ่มผุดขึ้นมาเป็นแผ่นดิน ก็ยังเวลาอีกนาน ที่อียิปต์จะกลายเป็นพื้นที่ที่คนอยู่อาศัย

……..คนเผ่าแรกที่มาอาศัย เป็นคนผิวดำ อาศัยอยู่นะบริเวณตอนบนของลุ่มแม่น้ำไนล์ หลังจากนั้น ก็มาถึงยุคของพระเจ้าไร ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองอียิปต์ พระองค์มีพระปรีชาสามารถมาก เกี่ยวกับเรื่องทางจิตวิญญาณ เข้าใจเกี่ยวกับกฎของจักรวาล และพระองค์ได้ทรงพยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้ประชาชน เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ด้วย เพื่อให้มนุษย์เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง

……..พระองค์ทรงทราบเรื่องนี้จากการศึกษาธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับจักรวาล วิวัฒนาการของมนุษย์เป็นวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณขั้นตอนต่างๆ

……..คำสอนต่างๆของพระองค์ ได้ถูกบันทึกไว้ในแผ่นหินและแผ่นไม้ กลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เล่มแรกๆ ที่มีผู้รู้จักในชื่อ “คัมภีร์มรณะอียิปต์” พระเจ้าไรปกครองอียิปต์เป็นเวลา 199 ปี จนคนรุ่นหลังๆบูชาพระองค์เป็น “เทพเจ้า” องค์หนึ่ง แต่การปกครองของพระองค์มิได้ต่อเนื่อง เพราะถูกรุกราน จนพระองค์ต้องเสียราชบัลลังก์

……..การถูกรุกรานเกิดขึ้นเมื่อ 11,016 ปี ก่อนคริสต์กาล หรือราวๆ 300 ปี ก่อนที่จะเกิดการระเบิดครั้งสุดท้ายในทวีปแอตแลนติส (ซึ่งเป็นผลให้แอตแลนตีสจม)

……..มีชนผิวขาวกลุ่มใหญ่ โดยการปกครองของพระเจ้าอารีท บุคคลผู้นี้มีความเลื่อมใสในพระหนุ่มรูปหนึ่ง ที่มีความสามารถดุจผู้วิเศษ ชื่อราตะ พระราตะได้ทำนายไว้ว่า ชาวเผ่าซูที่อพยพมาจาก อารเบีย จะรุกร้ำเข้ามาในอียิปต์ และต่อไปรัฐอียิปต์จะเป็นรัฐชั้นนำแห่งยุค เมื่อได้ฟังคำทำนายนั้น พระเจ้าไรก็เอาแต่หมกมุ่นค้นคว้าในเรื่องอภิปรัชญา ไม่ใส่ใจกับการปกครองบ้านเมือง จึงทำให้พระเจ้าอารีท ยึดอียิปต์ได้โดยง่าย อย่างแทบจะไม่มีการต่อต้าน ส่งผลให้ ทั้งสองประนีประนอมกัน พระเจ้าไรก็ยอมสละราชบัลลังก์ให้พระเจ้าอารีท โดยยกธิดาโฉมงามของพระองค์ ให้เป็นพระชายา และสละราชสมบัติให้แก่ราชบุตรของพระองค์ชื่ออารารัท โดยพระองค์หันมาเป็น ที่ปรึกษาคอยค้ำบัลลังก์ ให้แก่ราชบุตรของตนแทน

……..ต่อมา ก็มาถึงยุคการปกครองของอารารัท ได้มีชาวแอตแลนติสอพยพมาอยู่อียิปต์เป็นจำนวนไม่น้อย คนเหล่านี้มีความสามารถสูง ทะเยอะทะยาน จนพระองค์ต้องยกตำแหน่งสำคัญๆทางการเมืองให้แก่ชาวแอตแลนติส เพื่อมิให้คนเหล่านี้คิดการกบฏ

……..ฝ่ายพระราตะ(โหร) ได้รับความไว้วางใจให้เป็นสังฆราชแห่งอียิปต์ มีหน้าที่ในการค้นคว้าเรื่องของจิตวิญญาณ และอภิปรัชญาต่างๆ เพื่อนำมาเผยแพร่แก่ประชาชน

คำสอนของพระราตะมีดังนี้

……..สอนให้รู้ถึงกฎแห่งกรรม กฎของเหตุและผลตามระดับจิตวิญญาณ พร้อมบอกถึงการเวียนว่ายตายเกิดไปสู่ภพภูมิอื่นของจิตวิญญาณมีจริง และที่สำคัญ สอนว่า พระเจ้ามีจริง และพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นคำสอนที่ขัดแย้งความเชื่อของชาวอียิปต์ในยุคนั้น ชาวอียิปต์ส่วนมากจึงมิได้ ใส่ใจเท่าไหร่ พระราตะชี้แนะว่า มนุษย์สามารถเร่งความเร็วให้กับวิวัฒนาการทางกายภาพ และจิตวิญญาณได้ เพื่อเป็นการฝึกฝนตนได้

……..พระราตะได้สร้างวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งบำบัดสุขภาพของประชาชน โดยเรียนรู้มาจากชาวแอตแลนติส ชื่อเฮปซาฟ ที่เป็นผู้นำทางจิตฝ่ายธรรมะของแอตแลนติสส่วนข้างน้อย วิหารที่สร้างขึ้น มีการรักษาผู้ป่วย นันทนาการต่างๆ แต่สิ่งที่พระราตะเน้นก็คือ “การทำสมาธิ” เพื่อสัมผัสโดยตรงกับพลังของพระเจ้า ที่ประทับอยู่ในร่างกายคน จุดประสงค์ของการตั้งสถานบำบัดสุขภาพ ของพระราตะก็เพื่อ ขจัดกิเลสทางร่างกายและวัตถุที่มีมากเกินไป ให้หมดไปจากใจ เพราะสิ่งนี้คือข้อบกพร่องทางกายภาพของมนุษย์ ในทัศนะของ “ราตะ”

……..ดนตรีก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่สามารถช่วยปรับเปลี่ยนคลื่นความคิดของใจผู้ฝึก ให้สอดคล้องกับพลังจักรวาลที่ไหลผ่านกระดูกสันหลังได้ ครั้นพระราตะแก่ตัวลง ก็เริ่มมอบอำนาจของตัวเองให้แก่ศิษย์ที่ไว้ใจได้ และหาเวลาในการท่องไปในการแสวงหาความรู้ในอภิปรัชญาต่างๆ โดยในช่วงที่พระราตะไม่อยู่ ได้มีกลุ่มการเมืองซึ่งเป็นชาวแอตแลนตีส ที่กระหายในอำนาจ ได้วางแผนกำจัดพระราตะ โดยใส่ร้ายว่า พระราตะทำผู้หญิงท้อง พระเจ้าอารารัท หลงเชื่อในคำยุยง ได้เนรเทศพระราตะไปอยู่เมืองชายแดน แต่เมื่อความจริงกระจ่าง ชาวเมืองอียิปต์จึงเชิญพระราตะ กลับมาดังเดิม

……..ช่วงนี้เอง ที่พวกผู้นำของอียิปต์ ตัดสินใจที่จะสร้างปิระมิด กับสฟริงส์ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บความรู้ บันทึก และหลักวิชาศาสตร์ต่างๆที่เร้นลับของแอตแลนติส กับพระเจ้าไรและพระราตะ ให้ปลอดภัย และอยู่นานเท่านาน

……..เพราะเขารู้ว่า โลกใบนี้จะต้องเผชิญกับการ “เคลื่อนย้ายของแกนโลก” เหมือนอย่างในยุคของแอตแลนติส จึงตัดสินใจสร้างและเลือกที่ราบกีเซนี้ เป็นที่ตั้ง เพราะอยู่สูงปลอดภัยจากน้ำท่วม (ในทางตัวเลข ยังอยู่ใกล้ศูนย์กลางของโลก ทำให้ได้รับภัยแผ่นดินไหวได้ยาก)

……..สถานที่เก็บความรู้เร้นลับของชาวแอตแลนติสนี้ อยู่ในห้องลับ ที่เชื่อมระหว่างมหาปิระมิดกับสฟริงส์ โดยมีทางเข้าใต้ดินอยู่ที่ด้านขาหน้าข้างขวาของสฟริงส์ มหาปิรามิดถูกสร้างขึ้นในปี 10,490 ก่อนคริสต์กาล ใช้เวลาก่อสร้าง 100 ปีเต็ม โดยผู้รับผิดชอบเรื่องนี้คือ เฮลเมส ที่เป็นชาวแอตแลนติส
วิธีการสร้าง

…….ในการสร้างมหาปิรามิดนั้น ได้มีการประยุกต์กฎของธรรมชาติและจักรวาลมาใช้ ทำให้สามารถต้านแรงดึงดูด ยกหินก้อนโตให้ลอยขึ้นในอากาศได้ โดยการส่งเสียงมนตร์บางประโยค แล้วทำให้ก้อนหินลอยขึ้นมาจากพื้นได้ ก้อนหินที่นำมาสร้างปิรามิด ขนมาจากแดนไกล ที่ชื่อนูเบีย ยอดปิระมิดทำจากโลหะผสมระหว่างทองแดงกับทองคำ (แต่ต่อมาได้ถูกขโมยไป)

…….ที่สำคัญ มหาปิรมิดถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ บันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ที่เป็นวัฏจักร ตั้งแต่จากยุคของราตะจนถึงปี ค.ศ. 1998 เพราะวัฏจักรของโลกในรอบนี้จะมาสั้นสุดที่ปี ค.ศ.1998 ตาม “การอ่าน” ของเอ็ดการ์ เคซี่ ซึ่งเขายังได้กล่าวต่อไปจากสิ่งที่เขาอ่านจาก “บันทึกจักรวาล”(เส้นแสงจักรวาล) ว่าประวัติศาสตร์แห่งอนาคต ที่ถูกบันทึกไว้ในปิรามิด ในรูปสัญญลักษณ์ตัวเลข วิชาดาราศาสตร์และวิชาภูมิศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อวัฏจักรของโลกในรอบนี้สิ้นสุดลง พร้อมกันนั้น วิชาเร้นลับที่กล่าวไว้ในคำทำนายทั้งหลาย ก็จะเผยโฉมออกมา ห้องต่างๆที่อยู่ในปิรามิดขุดพบหมดแล้ว เว้นเสียแต่ ห้องที่เป็นสถานที่เก็บความรู้ศาสตร์ต่างๆของแอตแลนติส

…….เอ็ดการ์ เคซี่ เริ่ม “อ่าน” เรื่องราวเกี่ยวกับแอตแลนติสจาก “บันทึกจักรวาล” ในขณะที่เขาเข้าสู่ภวังค์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1923 และก็อ่านเรื่อยมา เป็นเวลา 23 ปีเต็ม

…….อิทธิพลของชาวแอตแลนติส ที่กลับมาเกิดในยุคนี้ ส่งผลใหญ่หลวงต่ออารยธรรม ในยุคต้นๆของชาวแอตแลนติส “มนุษย์”กับ “เทพ” มีความแตกต่างกันไม่มาก เพราะมนุษย์ สมัยนั้น มีตาที่สาม สามารถพัฒนาต่อมไพนิลในสมองจนมีพลังจิตมีฤทธิ์เดชต่างๆ แต่เมื่อมนุษย์ยอมแพ้ต่อกิเลส ศีลธรรมเสื่อม โศกนาฏกรรมจึงเกิดขึ้นกับชาวแอตแลนติส 3 ครั้ง

…….ครั้งแรก ราวๆ 50,700 ปีก่อนคริสต์กาล เพราะมนุษย์นำสารเคมีมาทำเป็นระเบิด ขับไล่สัตว์ร้ายจนก่อให้เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไประเบิด ทำให้แกนโลกเอียง เข้าสู่ยุคน้ำแข็ง

…….ครั้งที่สอง ราวๆ 28,000 ปีก่อนคริสต์กาล เกิดน้ำท่วมใหญ่ ที่คำภีร์ไบเบิลบอกว่า เป็นยุคของโนอาห์ โดยมีสาเหตุมาจาก การใช้พลังคริสตัล เป็นพลังค้ำจุนอารยธรรมมากเกินไป จนเกิดภูเขาไประเบิดและแผ่นดินไหว

…….ครั้งสุดท้าย ราวๆ 10,700 ปีก่อนคริสต์กาล แต่คราวนี้พวกผู้นำทางจิต ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในหมู่ชาวแอตแลนติส ได้มองเห็นเหตุกาล จึงได้อพยพ และนำความรู้และศาสตร์ต่างๆ มาเก็บไว้เพื่อมิให้สูญหาย วิชาเหล่านั้นในยุคของเรา รู้จักกันในชื่อของ “โยคะ” “ตันตระ” “เต๋า” และ “พราหมณ์” นั่นเอง

จังหวะกระพริบของพลังภายในกับพลังแม่เหล็กรอบตัวหรือ Microcosmic

พฤศจิกายน 6, 2008

แนวคิดเกี่ยวกับพลังแม่เหล็กในกายมีการค้นคว้านานมาแล้ว แต่มีผลการทดลองอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
น้อยมาก ที่น้อยไม่ใช่เพราะคนศึกษากันน้อย แต่เป็นเพราะศึกษากันอย่างไม่เข้าใจจึงทำให้ได้ผลออก
มาไม่เป็นที่น่าพอใจ การอบรมเป็นนักสะกดจิตขั้นพื้นฐานที่ผมจัดอยู่ประจำพบว่าคนกลุ่มหนึ่งจะไม่ได้
ผลอะไร แล้วก็มักจะเป็นพวกเรียนสูงซะด้วย เช่นแพทย์บางกลุ่ม วิศวกร คนที่ทำงานแบบที่เขาเข้าใจว่า
ทำงานในเรื่องวิทยาศาสตร์ ทำงานแบบที่ต้องเอาเหตุเอาผลมาวิเคราะห์วิจารณ์ เคยมีคนระดับดอกเตอร์
มีตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมารับ การอบรม แล้วก็ไม่เข้าใจว่าคำว่าภวังค์
คืออะไร เข้าไม่ได้ไปไม่ถึง และถามผมว่าการที่จะอบรมเข้าใจไปถึงในสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาหรือ
เปล่า ไม่ใช่การศึกษาต่ำแล้วไม่เข้าใจนะ คือการศึกษาสูงแล้วไม่เข้าใจ ผมบอกว่าไม่ใช่ถ้าเป็นยังงั้นหมาย
ถึงว่าเรื่องที่ผมทำงมงายนะซี เฉพาะชาวบ้านชาวช่องชอบเรื่องดูหมอเข้าทรงละซีถึงได้เข้าใจ ตอบว่าไม่ใช่
เพราะเพื่อนที่มาด้วยกับท่านถึงไม่ใช่เป็นดอกเตอร์ก็เรียนจบปริญญาโทมีตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์
เหมือนกัน เข้าถึงภาวะภวังค์บ้าง และเข้าใจคำว่ารับรู้ด้วยจิตใต้สำนึก แต่เธอไม่เข้าใจและถามผมอีกว่า
แล้วทำไมเธอเข้าไม่ถึงสิ่งนี้ ผมบอกว่าเป็นความดื้อส่วนบุคคล คือไปยึดถือเอาความรู้ของตัวเองจนไม่ฟัง
คนอื่นหนึ่ง พยายามใช้จิตสำนึกคือประสาทสัมผัสทั้ง 5 มาทำความเข้าใจสิ่งที่ต้องเข้าใจด้วยจิตใต้สำนึก
เฝ้าสังเกตความรู้สึกที่เกิดกับตัวเองและเฝ้าสังเกตปฎิกริยาที่คนอื่นมี แล้วคนที่ใช้พฤติกรรมการเรียนรู้
แบบนี้มาอบรมแล้วจะได้อะไร นอกจากกลับออกไปมือเปล่า จะสรุปว่าโกหกหลอกลวงก็ไม่ได้เพราะเพื่อน
อาจารย์ที่มาด้วยกันเขาทำได้ จะบอกว่างมงายเหลวไหลก็ไม่ถูกเพราะเธอมาอบรมก็เพราะรู้เรื่องราวการ
สะกดจิตจากวารสารทางวิทยาศาสตร์จากเมืองนอก และคนรู้จักและใช้การสะกดจิตอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
ในต่างประเทศล้วนเป็นสาขาอาชีพทางวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะจิตแพทย์ ศัลยแพทย์ นักกายภาพบำบัด
พยาบาล ครูอาจารย์ ตำรวจคดีสืบสวนสอบสวน ก็มีแต่เมืองไทยที่ยังคงงมโข่งอยู่อย่างเป็นล่ำเป็นสัน และ
อาจารย์ท่านนั้นก็บอกผมเองว่ามีคนที่มหาวิทยาลัยกำลังทำวิจัยเรื่องการใช้เทคนิคการผ่อนคลายกับการ
นอนหลับ แล้วถามผมว่าการสะกดจิตเกี่ยวข้องยังไงกับขบวนการนี้ ผมบอกโธ่เอ๊ย ไอ้เทคนิคการผ่อนคลาย
นี่ถือว่าเป็นความรู้พื้นฐานระดับน้องคนสุดท้องของการสะกดจิตเท่านั้น

มีคนจำนวนหนึ่งที่เรียนรู้การออกกำลังกายที่ใช้พลังงานหยินหยาง หรือที่เรียนรู้เรื่องราวของพลังจักรวาลจะ
รู้ว่าเมื่อรวบรวมสมาธิให้ดี ทำใจให้สงบสร้างจินตนาการแล้วปั้นพลังงานกลุ่มหนึ่งไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง
ประมาณว่ามีลูกพลังงานขนาดเท่าลูกเทนนิสอยู่ในอุ้งมือทั้งสองข้าง ก็จะรู้สึกเหมือนมีพลังงานหยุ่นๆดูดเข้า
ดูดออกเหมือนเล่นแม่เหล็กสมัยเด็กๆ หรือที่ใช้อุ้งมือมาอังไว้เหนือลูกปิรามิดจำลองก็จะรู้สึกมีพลังงานหยุ่นๆ
ไปจนถึงรู้สึกชาหรือมีเข็มเล็กๆสะกิดแปล๊บๆอยู่ที่ปลายนิ้ว ลูกปิรามิดที่พูดถึงนี้ต้องจำลองอัตราส่วนและองศา
เหมือนปิรามิดจากอียิปต์ด้วยนะ สัดส่วนหรือองศาที่ผิดเพี้ยนก็จะไม่ได้ผลอะไร

การออกกำลังแบบโยคะ ไทเก๊ก กวงอิมจื้อไจ้กงหรือพลังลมปราณจากประเทศจีนมีลักษณะทางกายภาพ
เหมือนกันเป็นอย่างมาก ที่ผมสนใจศึกษาค้นคว้าคือความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวร่างกายกับพลังงาน
ที่หมุนเวียนในร่างกาย เรารู้อยู่แล้วว่าในร่างกายคนหรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีพลังงานไฟฟ้า เพียงแต่โดยทั่ว
ไปมันน้อยมากจนไม่มีประโยชน์อะไร และสังเกตไม่ได้ด้วยวิธีการปกติ แต่นักเรียนทางวิทยาศาสตร์บาง
ส่วนก็คงได้ทดลองตั้งแต่สมัยเด็กๆว่าเราใช้ตะกั่วแบบที่ไว้ทำแบตเตอรี่มาสร้างพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยสาร
เปรี้ยวในน้ำส้ม มะนาวหรือแม้สัปปะรดทดลองแล้วก็เห็นว่าการเทน้ำส้มซึ่งก็คือกรดลงไปในตะกั่วก็ทำให้
หลอดไฟทดลองสว่างขึ้นได้ กับคนก็หมือนกันพบว่าการเคลื่อนไหวร่างกายในอัตราความเร็วที่สัมพันธ์กับ
จังหวะการเคลื่อนที่เป็นวงจรของระบบไฟฟ้าในร่างกายทำให้เกิดพลังงานแม่เหล็กขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ใน
ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวร่างกายลักษณะหนึ่งก็มีผลในการเพิ่มพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า และการเคลื่อน
ไหวร่างกายบางลักษณะก็มีผลในการลดพลังงานแม่เหล็กในร่างกายลง เหมือนที่เราใช้ขดลวดพันรอบแม่
เหล็ก พันน้อยออกมากก็เป็นการเพิ่มปริมาณ พันมากออกน้อยก็เป็นการลดปริมาณ การเคลื่อนไหวร่างกาย
โดยเฉพาะมือและแขนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันกันซึ่งมีศัพท์อย่างเป็นทางการออกมาจากสำนักศึกษา
แห่งหนึ่งว่า Microcosmic orbit วงโคจรของไมโครคอสมิค หรือเสี่ยวเทียนโจว ที่แปลว่าวงจรสวรรค์น้อย
ซึ่งก็คือจังหวะกระพริบของพลังภายในร่างกายนั่นเอง

นอกจากนี้ได้มีการทดลองพลังในเชิงไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นกับปิรามิด ซึ่งชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศ
ไทยได้เริ่มศึกษาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อประมาณกลางเมษายน ปี 2544 นี้เอง ซึ่งอาศัยผลการทดลองที่
ได้รับการบันทึกจากสหรัฐอเมริกาเป็นบรรทัดฐานในการทดลอง เพื่อดูว่าผลที่ได้รับจะเหมือนกันหรือไม่ และ
เราจะนำผลที่ได้รับมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้บ้างหรือเปล่า

เราได้ทดลองวางดอกไม้เล็กๆดอกหนึ่งไว้ภายในพีระมิดจำลอง โดยวางดอกไม้ประเภทเดียวกันอีกดอก
หนึ่งไว้ในภาชนะอย่างอื่นที่ปิดมิดชิด โดยทั้งหมดนี้ถูกวางตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ทางภูมิศาสตร์โดยใช้
เข็มทิศ ภายในระยะเวลา 5 วันต่อเนื่องกันมาในแต่ละครั้ง ได้ชั่งน้ำหนักทั้งดอกที่อยู่ภายในและภายนอก
พีระมิด และจดบันทึกเกี่ยวกับน้ำหนักและสีของมันไว้ เพียงแค่วันที่ 4 ก็ปรากฎว่าดอกไม้ในพีระมิดได้
แห้งไปเฉยๆแต่ไม่เน่าเปื่อย สียังเข้มและยังมีกลิ่นหอมเช่นเดิม ส่วนดอกที่วางอยู่ในภาชนะอื่นกลิ่นหาย
ไป และสีของกลีบดอกจางลงดูซีดอย่างเห็นชัด มีลักษณะเหี่ยวแห้งและเปราะ เพียงแตะเบาๆใบของมัน
ก็ร่วงหล่นลงมาได้ แต่สำหรับดอกไม้ภายในพีระมิด ถึงแม้ว่าจะแห้ง แต่ใบของมันยังคงเกาะแน่นไม่ร่วง
ง่าย ส่วนกลิ่นก็ยังหอมชื่นใจอยู่เช่นเดิม

การทดลองวางพีระมิดไว้ใต้เตียง ปรากฎว่าคนที่รับการทดลองสามารถนอนหลับอย่างเป็นสุขมากในขณะที่วางพีระมิดจำลองไว้ใต้เตียง ทั้งนี้เพราะผู้ทำการทดลองนอนไปถึง 8 ชั่วโมงเต็มๆ ทั้งๆ ที่เคยนอนอย่างเต็มที่เพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น

สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ การใช้พลังพีระมิดบรรเทาความเจ็บปวดทางสะโพกด้านขวาของผู้ทำการ
ทดลองอีกคนหนึ่ง โดยได้วางไว้ใต้เก้าอี้นั่ง ให้ตรงกับสะโพกด้านขวา หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ความเจ็บปวดกลับทุเลาลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลายสัปดาห์ต่อมา จึงได้ทดลองกับเพื่อนกับคนที่คร่ำเคร่ง
กับการทำงานมากเกินไป โดยนำพีระมิดไปวางไว้ใต้เตียง บุคคลนั้นกล่าวว่าเขามีความรู้สึกกระปรี้กระ
เปร่าขึ้นมา และร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังงานประหลาด

นอกจากนี้คุณเอกปิยะ ฐิติภิญโญสมาชิกคนหนึ่งของชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า สมัยที่เขาเป็นนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้วได้ทำโครงงานร่วมกับเพื่อนโดยมี
อาจารย์ผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นที่ปรึกษา โดยทดลองนำเนื้อหมู 2 ชิ้นมาทดลอง โดยชิ้นหนึ่งใช้
กล่องขนมเค็กครอบไว้ อีกชิ้นใช้ปิรามิดจำลองครอบไว้ และทำการผนึกวัสดุทั้งสองด้วยเทปและเซ็น
ชื่อกำกับไว้เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครเปิดสิ่งครอบทั้งสองและจะไม่มีใครเอาเนื้อหมูมาสับเปลี่ยน
โดยกำหนดการทดลองเป็นเวลา 5วันเมื่อถึงวันครบกำหนดนักเรียนผู้ทำโครงงานและอาจารย์ที่ปรึกษา
ได้มาเป็นประจักษ์พยานพร้อมกันแล้วได้เปิดฝาครอบขนมเค็กและฝาทรงปิรามิดของเนื้อหมู ปรากฎ
ว่าเนื้อหมูที่ใช้ฝากล่องขนมเค็กครอบเน่าเป็นสีเขียวมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ในขณะที่ชิ้นเนื้อหมูที่ใช้
ภาชนะทรงปิรามิดครอบไว้กลับแห้งเหือดไปเหมือนเนื้อตากแห้งเพียงแต่ไม่มีรอยเกรียมไหม้เหมือน
เนื้อตากแดดเท่านั้น สามารถฉงนสงสัยแกประจักษ์พยานทั้งหมดเป็นอย่างมาก แต่ไม่มีใครรู้เหตุผล
และไม่มีใครศึกษาค้นคว้าต่อไป เรื่องทั้งหมดจึงสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้มีการลับใบมีด
โกนหนวดด้วยพลังลึกลับของพีระมิด โดยวางใบมีดโกนหนวดที่ใช้แล้วภายในพีระมิดจำลองที่ทำด้วย
กระดาษแข็งปรากฎว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เครื่องมืออันประหลาดนี้สามารถสร้างพลังงานลับใบมีด
โกนให้คมขึ้นมาใหม่ได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ

มันสร้างพลังงานได้อย่างไร? พีระมิดนี้จำลองแบบมาจากพีระมิดคีอ็อปส์ หรือพีระมิดองค์ใหญ่
แห่งเมืองกิซาในอียิปต์ โดยย่อส่วนให้มีความสูง 8 เซนติเมตร ฐานยาว 12.5 เซนติเมตร พลังของ
ปิรามิดอาจเป็นพลังงานสะสมที่แฝงอยู่ภายในพีระมิด ซึ่งเกิดจากการกระทำของกระแสไฟฟ้า ที่มา
จากสนามรังสีคอสมิกโดยรอบ สนามพลังจากพื้นโลก เช่น ไฟฟ้า แม่เหล็ก แม่เหล็กไฟฟ้า แรงดึง
ดูด อะตอมของวัตถุต่างๆ หรืออาจเป็นสนามจากพลังงานของสิ่งอื่นๆ พลังงานสะสมนี้อาจมีผลต่อ
พีระมิดด้านกระบวนการทางฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ด้านที่คมของใบมีดโกน จะมีโครงสร้างภาย
ในแบบผลึก ซึ่งแสดงปฎิกิริยาอยู่ หลังจากถูกนำไปใช้โกนหนวดแล้ว ความคมนี้ก็จะเปลี่ยนรูปไป
แบบถาวร วัตถุบางอย่างสามารถเปลี่ยนรูปแบบภายในโครงสร้างแบบผลึก กลับไปสู่รูปแบบเดิมได้
ในชั่วระยะหนึ่ง พลังงานภายในพีระมิดทำให้โครงสร้างโมเลกุลแบบผลึกภายในด้านที่คมของใบมีด
โกน แปรสภาพกลับไปสู่ รูปแบบเดิมได้เร็วขึ้นทำให้ใบมีดโกนกลับมีความคมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง อาจ
กล่าวได้ว่า โครงสร้างที่มีโมเลกุลเกาะกันเป็นรูปผลึก กับการแปรสภาพกลับคืน ถือว่าเป็นปฏิบัติการ
ซ่อมเสริมคุณสมบัติทางแมคคานิกส์ หรือทางฟิสิกส์ก็ได้ หรืออาจกล่าวได้อีกว่า พลังพีระมิดจำลอง
แบบคีอ็อปส์หรือแบบอื่นๆ นั้น เป็นเพียงช่วยให้เกิดการเร่งปฏิกิริยาในการแปรสภาพตามปกติ การ
เร่งปฏิกิริยาใช้เวลา 15-30 วัน แต่บางทีมันก็สามารถปรับปรุงให้เร็วขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงได้ นี่คือ
เคล็ดลับของปฎิกิริยาจากพีระมิดจำลองกับความคมของใบมีดโกน

จากคำถามที่ว่า ?ทำไมพีระมิดจึงมีปฎิกิริยาต่อการแห้งเหือดของอินทรีย์สารโดยไม่มีการ
เน่าเปื่อย เนื่องจากว่ามันมีความสัมพันธ์ระหว่างรูปร่างของเนื้อที่ภายในพีระมิด กับกระบวนการทาง
ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่ดำเนินไปภายในเนื้อที่ของมัน ในการใช้วัสดุที่มีรูปทรงหรือรูปร่างที่เหมาะสม เราก็
คงสามารถทำให้กระบวนการเกิดขึ้นได้เร็วกว่าหรือทำให้ช้ากว่าปกติได้

พลังงานอันเกิดจากพีระมิดจำลองเป็นเรื่องจริง การเหือดแห้งอย่างรวดเร็ว(Fast Dehydration) คือ
ปฏิกิริยาซึ่งแยกไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลหนึ่ง และไฮดรอซิลออกจากโมเลกุลอีกโมเลกุลหนึ่ง หรืออาจกล่าว
ได้ว่า เป็นการขับน้ำหรือความชื้นออกจากสารประกอบ ปฏิกิริยาเกี่ยวกับโครงสร้างแบบผลึกของอินทรีย์สาร หรือปฏิกิริยาเกี่ยวกับโครงสร้างของอินทรีย์สารที่มีชีวิตหรือตายแล้ว เป็นการฆ่าเชื้อ ซึ่งหมายถึงการฆ่าเชื้อ
จุลินทรีย์โดยกระบวนการดีไฮดราชั่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเรียกกระบวนการนี้ว่า Devitalization

นอกจากนี้ในร่างกายคนของเราก็ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มพลังไฟฟ้าสถิตย์ในร่างกาย เชื่อว่าท่าทาง
ของการออกกำลังกายบางอย่างมีส่วนในการเพิ่มพลังไฟฟ้าสถิตย์ในร่างกาย ตามตัวอย่างของการออกกำลัง
กายแบบของพลังลมปราณจากประเทศจีนในหนังสือนี้ หรือพลังกวงอิมจื้อไจ้กงที่ได้เคยเขียนก่อนหน้านี้ใน
หนังสือ ?เจตคติเชิงรุก? ปรากฎว่าเมื่อผู้ออกกำลังกายเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความเร็วระดับหนึ่ง เช่น หมุน
ข้อมือของตัวเองเคลื่อนเป็นวงกลม 1 รอบด้วยความเร็วเท่ากับ 8 วินาทีโดยประมาณ เมื่อหมุนข้อมือประมาณ
3-5 รอบ หลังจากนั้นให้หมุนข้อมือตัวเองไปในทิศทางตรงกันข้ามประมาณ 3-5 รอบ จะพบว่าที่ฝ่ามือและ
ปลายนิ้วทั้ง 5 จะมีความรู้สึกเหมือนเคลื่อนที่ผ่านพลังงานบางอย่างไปจนถึงมีอาการชาแปล๊บที่ปลายนิ้วทั้ง
ห้า ความรู้สึกจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพลังงานแม่เหล็กที่ถูกปล่อยออกมาทั้งในการหมุนข้อมือไปในทิศทาง
เดียวกันครั้งแรก และเมื่อหมุนข้อมือไปอีกทิศทางหนึ่ง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นเพราะพลังงานไฟฟ้าที่ถูก
ปล่อยออกมาในทิศทางหนึ่งเมื่อถูกตัดด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ถูกปล่อยในทิศทางตรงกันข้ามก็เหมือนการใช้
ปลายแม่เหล็กคนละขั้วเคลื่อนเข้าใกล้กัน ทดลองดูซิครับ ทำตอนจิตใจและสภาพแวดล้อมที่สงบ และด้วย
จิตใจที่เป็นกลาง ถ้าเชื่อมากว่าจริงหรือไม่เชื่อแล้วไปทำก็จะไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า
ที่สะสมอยู่จะถูกเร่งและลดได้ด้วยจิตใจที่สงบและนิ่งมากพอ เพราะอะไรนะเหรอ อย่าเพิ่งถามมากเลย ลองดู
ก่อนได้ผลยังไงแล้วค่อยคุยกันต่อ


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.